สูตรมาม่าพิทักษ์โลก

21 06 2008

สูตรมาม่าพิทักษ์โลก

null

————
[ สูตรที่ 1 ] ไข่แดงพิโรธ !! (7 – 10 บาท)

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าหมูสับ 1 ซอง , ไข่ 1 ฟอง , พริกป่น , น้ำปลา

1. เทมาม่าลงไปในถ้วย เทน้ำตาม (ปริ่มมาม่า) ตอกไข่ลงไป
2. ยัดเข้าไมโครเวฟ ตั้งความร้อน 100c ระยะเวลา 3.50 นาที
3. รอจนเสร็จ ใส่เครื่องปรุงที่แถมมา และน้ำปลา พริกป่นตามใจ

Reaction :
” ไข่แดงพิโรธ !! คือการหลอมรวมอย่างลงตัวของโปรตีนและแป้ง
ไข่ขาวเป็นก้อนนิ่ม ๆ เหมือนเจลลี่ ส่วนไข่แดงก็ละม้ายคล้ายปีโป้
รสชาดที่ได้ คือความธรรมดา ๆ ในรูปแบบของสูงสุดคืนสู่สามัญ…
เรียบง่าย แต่ได้ใจ… “

null


[ สูตรที่ 2 ] สามแม่ครัวร้อนรัก !! ( 15 – 20 บาท )

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าต้มยำกุ้ง 1 ซอง , ปลากระป๋อง , มะนาว , น้ำปลา

1. เทมาม่าลงไปในถ้วย เทน้ำตาม(ปริ่มมาม่า) เทปลากระป๋องลงไป
1.1. ปลากระป๋องไม่ควรเทหมด คัดเอาเฉพาะที่พอกิน
1.2. ไม่ควรเทน้ำปลากระป๋องลงไปหมด เพราะจะเลี่ยนจนทานไม่ลง
2. ยัดเข้าไมโครเวฟ ตั้งความร้อน 80c ระยะเวลา 3.00 นาที
3. รอจนเสร็จ ใส่เครื่องปรุงที่แถมมา น้ำปลา และมะนาว(เยอะหน่อยก็ดี)

Reaction :
” สามแม่ครัวร้อนรัก !!
คือสูตรลับเฉพาะของพวกที่มีวัตถุดิบเหลือ
ประมาณว่าที่บ้านรับบริจาคข้าวสารอาหารแห้งมา
แล้วอยากลองทำ ต้องกะแต่เพียงพอดี ไม่มากและไม่น้อยเกินไป
มิเช่นนั้นจะไม่น่ากินหากมากไปก็จะทำให้เลี่ยน เพราะน้ำมันในปลากระป๋อง
นั่นทำให้มันแย่ ส่วนผสมของปลากระป๋องกับมาม่า นั่นคล้ายกับสามแม่ครัวกำลังสวิงกิ้ง

null

คลุกเคล้าความเป็นต้มยำกุ้ง ( แต่ไม่มีตังค์ซื้อกุ้งมาใส่ )
เรียกได้ว่า…อร่อยร้อนแรง…แต่แฝงไว้ด้วยความสุข(ส่วนตัว) “

คำเตือน :
” ปลากระป๋องใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้…แล้วแต่คนจะชอบนะ “

[ สูตรที่ 3 ] ยาจกพิโรธ !! ( 5 บาท )

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าหมูสับ 1 ซอง , ซอสพริก ( แบบขวดหรือแบบแถม )

1. เทมาม่าลงไปในถ้วย เทน้ำตาม(ปริ่มมาม่า)
2. ยัดเข้าไมโครเวฟ ตั้งความร้อน 80c ระยะเวลา 2.30 นาที
3. รอจนเสร็จ ใส่เครื่อง และซอสพริกลงไป ตามลำดับความค่นแค้น

Reaction :
” ยาจกพิโรธ !! คือสูตรง่าย ๆ ที่ทำให้คุณเสพซึ้งถึงความร้อนแรงได้
โดยเฉพาะเวลาคุณมีซอสพริกที่แถมมากับข้าวไข่เจียว หรือหอยทอด
เหลืออยู่เต็มบ้าน ไม่รู้จะจัดการอย่างไร วิธีนี้ช่วยคุณได้อย่างมากแน่
ด้วยราคาที่ประหยัดสุด ๆ แถมเป็นการรีไซเคิลวัตถุดิบที่เหลือใช้….
จึงเรียกได้ว่าเป็นสูตรสำหรับคนยากจนผู้ตระหนี่อย่างแท้จริง… “

คำเตือน :
” หากใส่หยาดน้ำตาแห่งความอาภัพลงไปด้วย จะอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ “

[ สูตรที่ 4 ] ไฮโซบ้านนอก !! ( 20 – 100 บาท )

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าหมูสับ 1 ซอง , หมูยอ , แหนม , ปูอัด , ไส้กรอก, ผักนานาชนิด , มะนาว , น้ำปลา , ซีอิ๊วขาว , น้ำมันหอย

1. เทมาม่าลงไปในถ้วย เทน้ำตาม(ท่วมมาม่า)
1.1. เทอาหารประเภทเนื้อลงไป รวยมากใส่มาก รวยน้อยใส่น้อย
2. ยัดเข้าไมโครเวฟ ตั้งความร้อน 80c ระยะเวลา 3.00 นาที
3. รอจนเสร็จ ใส่เครื่องปรุงที่แถมมา บวกผักนานาชนิด
3.1. เครื่องปรุงที่เหลือใส่ตามระดับความ “เค็ม”

Reaction :
” ไฮโซบ้านนอก !! คือสูตรลับเฉพาะของคนในแวดวงคุณหญิงคุณชาย
ที่มีเครื่องเพชรเต็มบ้าน แต่ยังคงความประหยัด อยากกินมาม่าแบบไฮโซ
เพราะฉะนั้นส่วนประกอบจึงอลังการดาวล้านดวง มากกว่ามาม่าโลโซทั่วไป
สารอาหารที่ครบครัน ช่วยเสริมสร้างบารมีแห่งความอวบเข้าไปในทรวดทรง
เป็นไฮโซแต่แฝงไว้ด้วยความบ้านนอกอย่างทัดเทียม… “

คำเตือน :
” ด้วยราคาประมาณนี้…แนะนำให้ไปกินอาหารตามสั่ง ดูจะฉลาดกว่า “

[ สูตรที่ 5 ] บาร์เทนเดอร์รำลึก !! ( 5 บาท )

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าต้มยำ 1 ซอง

1. แกะซองออก เอาเครื่องปรุงออกมา เอามือบีบให้เส้นละเอียด
2. เทเครื่องปรุงลงไปในซอง เริ่มจากน้ำมัน และพริกตาม
3. เขย่าอีกกี่ครั้ง ก็แล้วแต่ความพอใจ ( ยิ่งมากยิ่งดี )

Reaction :
” บาร์เทนเดอร์รำลึก !! คืออารมณ์ของการย้อนกลับไปเป็นเด็กวัยขบเผาะ
ลองนึกถึงตอนที่คุณไปเข้าค่ายสิ ไม่ว่าจะลูกเสือ เนตรนารี หรือ ร.ด.
เป็นสูตรที่เรียกได้ว่า ” สากลโลก ” ไม่ว่าใครก็ต้องเคยลองกันมาแล้ว
นอกจากจะได้อรรถรสในรสชาดแล้ว ยังได้ออกกำลังไปในตัวด้วย…
ยิ่งเขย่ามากเท่าไหร่ ยิ่งแข็งแรงเท่านั้น…ประโยชน์รอบด้านจริง ๆ …
และที่สำคัญมันสามารถนำไปเป็นกับแกล้มในวงสุราได้อีกด้วยนะเนี่ย
…ยกเว้นก็แต่โรคกระเพาะจะถามนั่นแหละ… “

คำเตือน :
” ตอนกินควรกินด้วยกันหลาย ๆ คน…เพื่อเข้าสู่ Mode ระลึกชาติ “

[ สูตรที่ 6 ] มาม่า GMO !! ( 5 บาท )

null

อุปกรณ์ได้แก่ มาม่าต้มยำ 1 ซอง , มะนาว , น้ำปลา , กุ้งแห้ง

ผักชี , คื่นช่าย , หรืออะไรก็ตามที่เขาใส่ในข้าวต้มหมู…
ข้าวสวย 1 ป๊าบ ( เอ่อ…มันคือช้อนใหญ่ ๆ ผมเรียกไม่ถูก ^ ^” )

1. เทข้าวสวยลงไปในถ้วย เทมาม่าและน้ำตาม(ปริ่มมาม่า) พร้อมกุ้งแห้ง
2. ยัดเข้าไมโครเวฟ ตั้งความร้อน 80c ระยะเวลา 3.00 นาที
3. รอจนเสร็จ ใส่เครื่องที่แถมมาลงไป นอกนั้นใส่ตามความต้องการ

Reaction :
” มาม่า GMO !! คือการดัดแปลงพันธุกรรมของมาม่า โดยนักโภชนาการ
ผลที่ได้คือส่วนผสมของมาม่าและข้าวต้ม เป็นลูกครึ่งข้ามขีดทางสายพันธุ์
ประมาณว่าได้อรรถรสในต้มยำของมาม่า และเมล็ดข้าวต้มที่ชอนไชผ่านลิ้น
ส่วนผสมดังกล่าวนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายแต่อย่างใด…
และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับพวกที่ชอบหุงข้าวเหลือนะครับ “

คำเตือน :
” โปรดระวังกลุ่มกรีนพีช จะมาประท้วงที่หน้าบ้าน………”
——————————————————————————

มามะ เรามาลองทำกินกันสักสูตร อิอิ





Edward Gein ต้นแบบ Psycho,Texas Chainsaw

21 06 2008

null

Ed Gein นั้นได้รับฉายาเป็น ฆาตกรโรคจิตที่สุด เท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้ แม้ว่าเขาจะฆ่าคน
จริงๆ ไปเพียง 2 คนก็ตาม แต่ด้วยพฤติกรรมด้านความเชื่อ ทำให้เขาได้รับฉายานี้ขึ้นมา
และการฆาตกรรมของเขาได้ทำให้เกิดหนังเรื่อง Phycho , The Texas Chainsaw Massacre
และ Silence of the Lambs

null null

null

Ed Gein นั้นอาศัยอยู่ในฟาร์มแถบ Wiscousin, USA ซึ่งก็เป็นที่อาศัยตอนเขายังเป็นเด็ก
โดยเขามีพี่น้องอีก 1 คน พ่อของเขาเป็นคนติดเหล้าและแอลกอฮอล์ทั้งหลายและมักจะตกงาน
อยู่บ่อยๆ ซึ่งพี่น้องคู่นี้ก็ได้รับควมรุนแรงจากพ่อของเขา แม่เป็นคนที่เคร่งศาสนาอย่างมาก และ
เป็นคนที่ปกป้องลูก และมักจะไม่ให้คุยกับผู้หญิง จึงให้พวกเขาทำงานอยู่ที่ฟาร์มเสมอๆ และนอก
จากนั้นแม่ของเขายังกีดกันไม่ให้ Gein มีเพื่อน โดยแม่ของเขามีความเชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนยกเว้น
ตัวเธอนั้นเป็นโสเภณี และเหตุผลเดียวของการมี sex ที่ยอมรับได้ ก็เพื่อการสร้างชีวิตใหม่และใช้
เวลาส่วนใหญ่ในช่วงบ่ายอ่านหนังสือ Bible

เมื่อ Gein เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น แม่ของเขามีท่าทางเข้มงวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาด ครั้งนึงที่เคย
สาดน้ำร้อนลวกตัวของเขา หลังจากที่แม่ของเขาจับได้ว่า Gein กำลัง “สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง”
อยู่ในอ่างอาบน้ำ และจับอวัยวะเพศของเขาและเรียกมันว่า คำสาปของผู้ชาย ( curse of man )

null

ด้วยเหตุที่ตาข้างหนึ่งของเขามีขนาดใหญ่กว่าอีกข้าง และด้วยท่าทางกิริยาที่เหมือนกับผู้หญิง
ทำให้ Gein มักจะถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่เป็นประจำ ซึ่งท่าทางในโรงเรียนของเขาก็มีท่าทางแปลกๆ
ด้วย เช่นกัน นั่นคือ บางทีเขาจะหัวเราะออกมาโดยไม่มีสาเหตุ

พ่อของเขาเสียชีวิตในปี 1940 และหลังจากนั้นพี่น้องของเขาที่ชื่อ Henry ก็ยอมรับไม่ได้กับการ
มองโลกในแง่ร้ายของแม่ของเขาในเดือนมีนาคม ปี 1944 พี่น้องทั้ง 2 พบตัวเองอยู่ท่ามกลางเปลว
เพลิงที่ลุกมาจากในฟาร์ม Gein วิ่งออกไปเพื่อไปแจ้งตำรวจ และบอกกับตำรวจว่า Henry หายตัวไป
แต่ก็พาตำรวจตรงไปยังศพของ Henry ซึ่งในตอนนั้น แม้จะพบรอยถูกตีจนฟกช้ำ และ รอยตรงหลังศีรษะ
2 แห่ง แต่ตำรวจสันนิษฐานว่า เขาตายเพราะขาดอ๊อกซิเจนจากการติดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงเป็นระยะ
เวลานาน และหลังจากนั้น Gein ก็อาศัยอย่กับแม่ของเขาเพียงลำพัง แม่ของเขาได้เสียชีวิตภายหลังเพียง
แค่ 2 ปีต่อมาด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง

Gein มักชอบอ่านหนังสือกายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับนาซี และมักคิดแต่เรื่อง
sex ไม่จบสิ้น จนกระทั่งเขาได้อ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งในเช้าวันหนึ่ง ถึงเรื่องที่มีผู้หญิงเสียชีวิต
และได้ฝังศพในวันนั้น เขาตามเพื่อนชื่อ Gus มาและให้ช่วยขุดศพขึ้นมา ซึ่งก็ได้อ้างกับเพื่อนของ
เขาว่าเป็น “การทดลองทางการแพทย์”

เขาทำอย่างนี้มาเป็นเวลาถึง 10 ปีกว่า โดยการอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อจะหาศพคนที่ยังใหม่ๆ และไปขุด
ขึ้นมาจากหลุมฝังศพในเวลาช่วงเที่ยงคืน การทดลองเกี่ยวกับศพคนของเขานั้นแปลกมาก เขาทำ
Furniture หลายอย่างจากศพของคน จากกระดูก จากผิวหนัง และเก็บอวัยวะภายในไว้ในตู้เย็น
และเขายังมีเพศสัมพันธุ์กับศพอีกด้วย และถึงขนาดเคยขุดศพของแม่ของเขาเองขึ้นมาจากหลุมฝังศพ
เอามาทำเป็นหนังแผ่นคุมตัวเขา

สิ่งที่ Gein ไม่ได้บอกกับ Gus ก็คือความใฝ่ฝันของเขาที่พอเขาโตขึ้น เขาจะสามารถเป็นผู้หญิงได้
สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาทำได้ก็คือ สวมชุดผู้หญิง ที่มีหน้ากาก หน้าอกที่ทำจากผิวหนังของคนจริงๆ
ทั้งหมด ในภายหลัง Gus ได้ถูกเรียกออกไปที่หลุมหลบภัย ซึ่ง Gein ก็ต้องอยู่คนเดียวอีกครั้ง และ
เขาก็คิดได้ว่า ศพคนที่สดและใหม่ น่าจะเก็บเข้า Collection ของเขาได้ดีกว่า เขาจึงเริ่มฆ่าคน

เหยื่อรายแรกของเขาเป็นผู้หญิงวัย 51 ปี ที่ทำงานอยู่ที่โรงเหล้า Pine Grove ซึ่งห่างจากบ้านของเขา
6 ไมล์ Geinยิงเธอที่หัวในระยะเผาขนด้วยปืน rifle .22-caliberและอีกศพหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน

ต่อมาตำรวจได้รับรายงานเกี่ยวกับการหายตัวไปของผู้หญิงทั้ ง 2 คน เมื่อ วันที่ 16 พฤษจิกายน 1957
เมื่อตำรวจไปดูที่เกิดเหตุซึ่งเป็นกระท่อมภายในที่อยู่ของเขา ตำรวจได้เจอศพของ Bernice Worden
เธอถูกตัดศีรษะ และถูกห้อยโดยใช้เชือกมัดที่ขาแล้วห้อยหัวลงมา และรอยกรีดตั้งแต่อวัยวะเพศจน
เกือบถึงคอ โดยที่อวัยวะเพศ และ ทวารหนักนั้นหายไป ซึ่งในห้องที่ตำรวจพบศพ นั้น ดูเหมือนจะไม่
ได้ทำความสะอาดมาเป็นปีๆ แล้ว และมีขยะอยู่เต็มห้อง

สิ่งที่ตำรวจพบ :

- หัวมนุษย์ที่ทำเป็นหัวเตียงหลายหัวอยู่ในห้องนอน
- ผิวหนังมนุษย์ทำเป็นที่บังตะเกียง และ นวมของเบาะที่ใช้นั่ง
- กระโหลกมนุษย์ทำเป็นถ้วย Soup
- กล่องบรรจุจมูกมนุษย์ซึ่งใส่อยู่เต็ม
- หัวใจมนุษย์ ซึ่งคาดว่าจะเป็นของ Bernice Worden ( ซึ่งเจ้าหน้าที่บอกว่า มันอยู่บนกระทะท้อง
แบนบนเตา ในขณะที่นักข่าวและช่างภาพ บอกว่ามันถูกเก็บไว้ในถุงกระดาษ )
- หน้ากากทำจากหนังมนุษย์เก็บไว้ในถุงกระดาษ
- สร้อยคอทำจากริมฝีปากมนุษย์
- เสื้อกั๊ก ( Gein เรียกมันว่า mammary vest “เสื้อกล้ามเต้านม” ) ทำจากอวัยวะเพศผู้หญิงและหน้าอก
ผู้หญิงเย็บเข้าด้วยกัน
- Furniture ของตกแต่งอื่นๆ ที่ทำจากแต่ละส่วนของร่างกายมนุษย์รวมถึงเข็มขัดทำจากหัวนม
- ตู้เสื้อผ้าทั้งตู้ที่ทำจากส่วนต่างๆ ของมนุษย์รวมกัน ซึ่งมีทั้งส่วนขา , ส่วนลำตัว และรวมถึงหน้าอก
และหน้ากากหนังมนุษย์อีกหลายๆ อัน

Gein ได้ให้การกับตำรวจและรับสารภาพว่า เขาได้ขุดศพขึ้นมาและนำหนังมาฟอกจริง
แต่ Gein ให้การว่า ไม่ได้มีเพศสัมพันธุ์กับศพโดยให้การว่า “มันมีกลิ่นเหม็นเกินไป”
และ Geinได้สารภาพว่า เขาได้ยิง Mary Hogan เสียชีวิตจริง ( ที่ทำงานที่โรงเหล้า )

หลังจากที่แม่เขาเสียชีวิต เขาตัดสินใจที่จะแปลงเพศ โดยเรื่องนี้มีการถกเถียงกันว่า เขา
ได้แปลงเพศจริงหรือไม่ แต่ด้วยความเห็นส่วนใหญ่บอกว่า เขาได้สร้างชุดผู้หญิง เพื่อที่ว่าเขา
จะได้เป็นเหมือนแม่ของเขา มากกว่าการแปลงเพศ

ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดี Gein กลายเป็นคนไร้ความสามารถ ( คนบ้า ) ซึ่งแพทย์วินิฉัยว่าเขา
มีอาการทางจิตประสาทจริง และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงมีการสั่งยกฟ้อง และจากนั้น
Gein ก็ใช้ชีวิตที่เหลือของเขาที่โรงพยาบาล

ในวันที่ 26 กรกฏาคม 1984 Gein ตายด้วยโรคหัวใจวายที่โรงพยาบาล Mendota ใน
Goodland Hall ช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต เขาสาปแช่งชื่อของแม่ของเขาและ Anne ที่ไม่ทราบ
ว่าเป็นใคร

กระดูกของเขามักจะถูกคนแอบเอาเก็บกลับไปเป็นของที่ระลึก โดยการตัดออกมาเป็นชิ้นเล็กๆ
เป็นระยะเวลานาน ก่อนที่ หลุมศพทั้งหลุมจะถูกขโมยไปในปี 2000 หลังจากนั้นหลุมศพถูก
นำกลับมาได้ในเดือน มิถุนายน 2001 ใกล้ๆ กับรัฐ Seattle และตอนนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่
พิพิธภัณฑ์ Wautoma, Wiscousin





วิธีอึบนเนินเขา

24 05 2008

ที่ราบนั้นมีอยู่น้อยนิดแถมส่วนใหญ่ยังเป็นทุ่งหญ้าไม่มีต้นไม้กำบัง

การจะอึอย่างสบายใจไร้ผู้คนมาพบเห็นนั้น ทางเดียวที่คุณต้องทำคือเดินหลบไปอึตามเชิงเขาครับ

(กลั้นอึเดินไปซัก 500-700 เมตรจากแคมป์ แล้วหาซอกเขาที่สะอาดสะอ้านไร้คนมาอึก่อนหน้า

หากมีไม้พุ่มเตี้ยๆ ช่วยกำบังตาด้วยก็ถือว่าเป็นชัยภูมิชั้นยอด)

เมื่อเลือกจุดปฏิบัติการอันเหมาะเหม็งได้แล้วก็ถลกกางเกงลงยองๆ นั่ง ขยับเล็กน้อยพอถนัด

null

ท่ามาตรฐานเวลานั่งอึ ก็ต้องหันหน้าออกไปนอกภูเขาเพื่อชมนกชมไม้และดูต้นทาง

จากภาพจะเห็นว่าก้นจะหันเข้าหาแนวลาดชันของภูเขาทำให้มีระยะช่องว่างระหว่างก้นและพื้นดินไม่มากนัก จึงต้องระวังตัว

อาจจะต้องโหย่งๆ ก้นเล็กน้อย มิเช่นนั้นก้นอาจจะไประพื้น หรือระอะไรบางอย่างที่ปล่อยออกมาจากก้น

แล้วถามว่า ถ้านั่งท่านี้มันลำบากนัก ทำไมไม่หันไปอีกทางล่ะ ? ระยะห่างจะได้เพิ่มขึ้น

null

จากภาพจะเห็นว่า เมื่อนั่งหันหน้าเข้าภูเขา แม้ระยะห่างระหว่างก้นกับพื้นจะมากขึ้นก็จริง

แต่จุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย ( Center of Mass; CM) บริเวณสะโพกจะรั้งน้ำหนักให้ตกไปทางด้านหลัง

กอปรกับสรีระของเท้ามนุษย์เราไม่เหมาะกับการยกปลายเท้าขึ้นนานๆ

(ไม่เชื่อก็ลองยกปลายเท้าขึ้น เทียบกับการเหยียดปลายเท้าลงสิ)

แต่! ที่สำคัญคือนี่ต่างหาก ก็ถ้าคุณนั่งอึเพลินๆ แบบไม่ระวังตัว…

null

ก็อาจเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้… (กรุณาไปจินตนาการเองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป)

ยังครับ! ปัญหายังไม่หมดเพียงเท่านี้

แม้จะนั่งอึอย่างถูกทิศถูกท่าแล้ว แต่ในกรณีที่เป็นวันมามาก (กินเข้าไปมาก ก็ออกมามาก)

การนั่งยองอึอยู่เฉยๆ ก็อาจทำให้ของที่ออกมากองสุมจนล้นขึ้นมาท่วมก้นได้

null

ดังนั้นจึงต้องใช่วิธีอึไปพลางเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปพลาง เพื่อกระจายปริมาณของที่ออกมาไม่ให้กองสูงขึ้นมาชนกับก้น

null

ในกรณีที่อึแบบเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจนชำนาญแล้ว อาจทดลองฝึกนั่งอึแบบ Moonwalk

โดยการเคลื่อนที่ถอยหลังก็เท่ห์ไม่หยอก เพียงแต่ต้องรอบคอบหน่อย ควรระวังหลังมิให้ใบหญ้าด้านหลังบาดก้น

หรือดีไม่ดีอาจเคลื่อนที่ตกเหวแบบไม่รู้ตัว…. เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้





10 อันดับบุคคลที่เงินเดือนสูงที่สุด

23 05 2008

คุณมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ครับ? เอาเป็นว่าเงินเดือนนะครับ ลองมาดู 10 อันดับบุคคลที่มีรายได้ต่อเดือนหรือที่เราเรียกเงินเดือนสูงที่สุดในประเทศด ูไหม?

อย่างไรก็ดีเรื่องนี้เป็นความลับครับ จึงรู้เพียงรายได้ที่เป็นเงินเดือน+โบนัสต่อปีของแต่ละท่านที่ยื่นต่อเสียภ าษีครับ แล้วเรานำมาเฉลี่ยต่อเดือน

และนี้คือ 10 อันดับบุคคลที่มีรายได้ต่อเดือนที่เรียกว่าเงินเดือนสูงที่สุดในประเทศ

อันดับ 10 คุณ บัณฑูร ล่ำซ่ำ

นายธนาคาร กสิกรไทยครับ รั้งอันดับ 10 ด้วยรายได้ 14,300,000 ต่อ ปี หรือราวๆ 1,191,777 บาทต่อเดือนครับ

อันดับ 9 คุณ มาเชลลีนัส ไซมอน เฮนดริกัส

ท่านนี้เป็นผู้บริหารของ ปูนซิเมนต์นครหลวงหรือปูนอินทรีย์ครับมีรายได้ต่อเดือนมากกว่าคุณ บัณฑูร ล่ำซ่ำ เล็กน้อยครับ 1,194,167 บาทต่อเดือนครับ มากกว่าอันดับ 10 เพียง 4,000 บาทครับ

อันดับ 8 คุณ ลินดา ลีสหะปัญญา

ผู้บริหาร โรงพยาบาล บำรุงราษฎษ์ครับ หากคุณเคยไปเยือนที่ โรงพยาบาลแห่งนี้ท่านคงเข้าใจได้ดีว่าอันดับหนึ่งด้านการบริการทางการแพทย์แ ห่งเอเซีย ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง และเธอซึ่งเป็นผู้บริหารมีรายได้ปีละ 15,200,000 บาทต่อปีครับ หรือเดือนละ 1,268,241 บาท

อันดับที่ 7 คุณ แอริค มาร์ค เลอวีน

แคลิฟอร์เนีย ว้าว ฟิตเน็ต คือที่ท่านผู้นี้ทำงานและบริหารอยู่ ความต้องการการมีสุขภาพที่ดีทำให้ธุรกิจนี้เติบโตอย่างรวดเร็วและแน่นอนหมา ยถึงผลตอบแทนผู้บริหารที่ได้รับถึง 1,283,380 บาทต่อเดือน

อันดับ 6 คุณ ปลิว มังกรกนก

ผู้บริหารธนาคาร ทิสโก้ ท่านผู้นี้ได้อันดับ 6 ไปด้วยรายได้ 1,334,287 บาท ต่อเดือนครับ

อันดับ 5 คุณ ชาติศิริ โสภณพนิช

หากพูดถึงนามสกุล โสภณพนิช เราคงเดาถึงกิจการที่ท่านดูแลได้ไม่ยาก ครับนั้นคือธนาคารกรุงเทพฯ ซึ่งทางธนาคารจ่ายเงินค่าตอบแทนต่อเดือนเป็นจำนวน 1,363,106 บาทครับ

อันดับ 4 ดร วิชิต สุรพงษ์ชัย

ท่านผู้นี้ก็เป็นผู้บริหารธนาคารครับ และเป็นธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทส

ใช่แล้วครับ ธนาคารไทยพานิชย์ และแน่นอนครับนายธนาคารรวยเสมอ โดยท่านมีรายได้ต่อเดือน 1,369,167 บาทครับ

มาถึง 3 อันดับสุดท้าย สังเกตนะครับไม่มีใครต่ำกว่าล้านเลย

อันดับ 3 คุณ มนตรี ศรไพศาล

ผู้บริหารของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กิมเฮง (ประเทศไทย) คุณสงสัยไหมท่านได้เท่าไหร่จึงมาถึงอันดับ 3

ท่านได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1,424,722 บาทครับ

อันดับ 2 คุณ บุญคลี ปลั่งศิริ

ผู้บริหารจาก ชินคอร์ปรายนี้มีรายได้สูงพร้อมๆกับความสามารถที่สูงมากพอๆกัน ในยุคของการแข่งขันที่รุนแรงด้านการสื่อสาร เขาผู้นี้ยังทำให้ชินคอร์ปยังครองตำแหน่งแนวหน้าของประเทสได้

และรายได้ของเขาต่อเดือนคือ 1,498,571 บาทครับ

อันดับ 1………………..

ผมให้ข้อมูลก่อนให้ซื่อดีกว่า

ท่านผู้นี้อยู่ในธุรกิจปิโตรเคมีครับ ท่านเป็นนักการเมืองด้วย

แต่

ทำอาชีพการเมืองได้ไม่ดีนัก

ครับผมว่าทุกคนทราบแล้ว ท่านผู้นี้คือ

ประชัย เลี่ยวไพรัช

ท่านมีรายได้จาก ทีพีไอ เดือนละ 2,666,580 บาท ครับ สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นท่านเดียวที่มีรายได้เกิน 2 ล้านครับ

เห็นแล้วกลุ้ม ไอ้เรามันหลักหมื่นกลางๆ ไกลจากเขาจัง

ข้อมูลจาก

กรุงเทพธุรกิจ บิสวีด





รวมวาทะ คำคม และแนวคิดของคนสำคัญของโลก

18 05 2008

“ถ้าคุณต้องการความสำเร็จมากขึ้นหนึ่งเท่าตัว จงเพิ่มความล้มเหลวเป็นสองเท่าตัว” ที วัตสัน จูเนียร์ ผู้ก่อตั้งบริษัท IBM

“เราควรห่วงใยเกี่ยวกับอนาคต เพราะเราต้องใช้ชีวิตที่เหลือของเราในอนาคต” ชาร์ลส์ เคดเดอริง วิศวกรไฟฟ้า ชาวอเมริกัน

“ถ้าเรามัวทะเลาะกันด้วยเรื่องเมื่อวานนี้ เราจะสูญเสียวันพรุ่งนี้” เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของประเทศอังกฤษ

“จงถนอมนาทีให้ดี แล้วชั่วโมงจะถนอมมันเอง” จิมเบิร์ต คีธ เชสเดอร์ตัน นักเขียนชาวอังกฤษ

“ในชีวิตนั้น มีคำถามอยู่ 3 คำถามที่จำเป็นต้องถามกับตัวเองอยู่เสมอ ๆ นั่นคือ ดีหรือเลว? จริงหรือเท็จ? งามหรืออัปลักษณ์? และการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จักต้องช่วยเราตอบคำถามเหล่านั้น”จอนห์ ล็อบบอค นักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ

“ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับสามัญชนก็เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ กับเรือ ผู้ปกครองคือเรือ สามัญชนคือน้ำ น้ำสามารถทำให้เรือลอยได้ หรือมิเช่นนั้นก็สามารถทำให้เรือจมได้” สินจื่อ นักปราชญ์จีน

“อย่ากลัวการต่อต้าน จงจำไว้ว่า ว่าวจะลอยสูงได้เมื่อทวนลม มิใช่ตามลม” แฮมิลตัน มาบี นักเขียน ศิลปิน

“ทำไมในยามฝัน เราจึงเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อนึกจินตนาการในยามตื่น” ลีโอนาร์โด ดาวินชี นักประดิษฐ์ และจิตรกรชาวอิตาล

“ปรัชญาที่เขียนอยู่ในหนังสือเล่มยิ่งใหญ่ซึ่งวางอยู่เบื้องหน้าเราตลอดเวลา —ข้าพเจ้าหมายถึงจักรวาล— ทว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจถ้าเราไม่เรียนภาษาเสียก่อนและจับความหมายสัญลักษณ ์ที่ใช้เขียน” กาลิเลโอ กาลิเลอี นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี

“สิ่งที่สอนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไม่ใช่การศึกษา แต่เป็นวิธีการศึกษา” ราล์ฟ วัลโด เอเมอร์สัน นักเขียนและนักปรัชญาชาวอเมริกัน

“บ่อยครั้งที่จินตนาการ นำเราไปสู่โลกที่ไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าปราศจากจินตนาการ เราก็จะไม่ได้ไปที่ไหนเลย” คาร์ล ซาแกน นักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกัน

“ประสบการณ์ คือ สิ่งที่คุณได้ เมื่อคุณไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการ” แดน สแตนฟอร์ต ผู้อำนวยการ McKnight Associates, Inc

“จะต้องมีอยู่เสมอที่คนต้องมองเข้าไปในความมืดเพื่อที่จะมองเห็น” อแลน แม็กกลาเซน จิตแพทย์ชาวอังกฤษ

“ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยความรัก และนำทางโดยความรู้” เบอร์ทรันด์ รัทเชลส์ นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ

“เรามีสองหู แต่มีลิ้นเพียงลิ้นเดียว เพื่อว่าเราจะได้ฟังมากหน่อย และพูดให้น้อยหน่อย” ดิโอจิเนส นักปรัชญากรีกโบราณ

“จงใช้เวลาคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ แต่เมื่อเวลาปฏิบัติการมาถึง จงเลิกคิดและลงมือปฏิบัติอย่างเด็ดเดี่ยว” นายพลแอนดรู แจ็คสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 7

“ในพจนานุกรมของคนหนุ่มสาว ไม่มีคำว่า ล้มเหลว” เอดวาร์ด บุลเวอร์ ลีตตัน รัฐบุรุษ และกวีชาวอังกฤษ

“สัตบุรุษมีความกังวล 3 อย่างคือ เมื่อไม่ได้รับรู้สิ่งที่ดี เขาจะรู้สึกกังวลจนกว่าจะได้รับรู้ เมื่อได้รับรู้แล้วเขาก็เริ่มกังวลว่าจะไม่ได้เรียนรู้ เมื่อได้เรียนรู้แล้ว เขาก็เริ่มกังวลว่าจะไม่สามารถปฏิบัติได้ตามที่ได้เรียนรู้มา” คัมภีร์หลีจี้ หนังสือจรรยามารยาทของจีนโบราณ

“พระเจ้าทรงประทานอาหารให้นกทุกตัว แต่พระองค์ไม่ทรงประทานให้ถึงรัง” เจ.จี. ฮอลแลนด์ นักเชียนชาวสหรัฐ

“ก่อนที่คุณจะพยายามปีนสู่จุดสูงสุดยอดของวิทยาศาสตร์คุณจะต้องเรียนจากพื้นฐานของมันก่อน ” อีวาน พาฟลอฟ นักชีววิทยา

“ศิลปะของความก้าวหน้าคือ รักษาระเบียบวินัยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และ รักษาความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางระเบียบวินัย” อัลเฟรด นอร์ธ ไวด์เฮด นักคณิตศาสตร์และนักปรัชญาชาวอังกฤษ

“ถ้าใครทำดีกับเราให้จำ แต่ถ้าเราทำดีกับใครให้ลืม” เทียม โชควัฒนา อดีตประธานกลุ่มธุรกิจสหพัฒน์

“อันตรายอันแท้จริงมิใช่อยู่ที่ว่าคอมพิวเตอร์จะเริ่มคิดเหมือนมนุษย์ แต่อยู่ที่ว่ามนุษย์จะเริ่มคิดเหมือนคอมพิวเตอร์” ซิดนีย์ เจ.แฮร์ริส นักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษ

“ข้าพเจ้านำความฝันไปกับข้าพเจ้าด้วย แต่ความฝันของข้าพเจ้าจะไม่สูญหายไปจากมนุษยชาติ มันจะเป็นของท่านในวันที่โลกได้เรียนรู้มากพอที่จะได้รับประโยชน์จากมัน และฉลาดพอที่จะไม่ใช้มันไปในทางที่ผิด” จูลส์ เวิร์น นักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส “บิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์”

“เมื่อคุณก้าวผิดพลาด คุณอาจตั้งตัวใหม่ได้ในไม่ช้า แต่ถ้าคุณกล่าววาจาผิดพลาด คุณอาจต้องเสียใจตลอดชั่วชีวิต” เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ นักปรัชญา และ รัฐบุรุษของสหรัฐฯ

“ไม่มีวิทยาศาสตร์ที่ปราศจากความคิดฝัน และไม่มีศิลปะที่ปราศจากความจริง” วลาดิเมีย นาโบคอฟ นักเขียนและนักวิจารณ์ชาวสหรัฐฯเชื้อสายรัสเซีย

“อย่ากลัวว่าชีวิตของท่านจะพบจุดจบ แต่จงกลัวว่าชีวิตท่านจะไม่มีโอกาสเริ่มต้น” คาร์ดินัล นิวแมน พระราชาคณะนิกายโรมันคาทอลิกชาวอังกฤษ

“เราเลี้ยงชีวิตด้วยสิ่งที่เราหามาได้ แต่เราสร้างชีวิตด้วยสิ่งที่เราให้” เซอร์วินสตัน เชอร์ชิลล์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษของอังกฤษ

“ถ้าคนสองคนที่มีเงินคนละ 1 รูปี เมื่อนำเงินมาแลกกัน กลับบ้านเขาก็จะมีเงินคนละ 1 รูปี หากคนสองคนที่มีความรู้คนละเรื่อง และนำความรู้มาแลกกัน เมื่อกลับบ้านเขาทั้งสองจะมีความรู้คนละ 2 เรื่องกลับ” นางอินทิรา คานธี อดีตนายกรัฐมนตรีอินเดีย

“ระหว่างผู้ที่มีความรู้มีการศึกษามากที่สุด กับผู้ที่มีความรู้ มีการศึกษาน้อยที่สุด มีความแตกต่างกันในระดับที่เล็กน้อยจนไม่อาจเอ่ยอ้างได้ เมื่อเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ที่เรายังไม่รู้” อัลเบิรต์ ไอนสไตน์ นักฟิสิกส์แห่งศตวรรษที่ 20

“เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้งที่เราล้มต่างหาก”ขงจื้อ นักปรัชญาชาวจีน

“การเดินทางแม้ไกลหมื่นลี้ก็ต้องเริ่มต้นจากก้าวแรกเสมอ” เล่าจื้อ นักปรัชญาชาวจีน

“สิ่งที่คุณเห็นคือความสำเร็จที่เป็นเพียง 1%ของชีวิตผม แต่สิ่งที่คุณไม่เห็นคืออีก 99% ที่เป็นความล้มเหลวของผม” โชอิจิโร ฮอนด้า ประธานบริษัทฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น

“ผู้ชนะ คือ ผู้กำหนดเกม เมื่อสู้ด้วยแรงไม่ได้ ก็ต้องสู้ด้วยจินตนาการ” แจ็ค เวลซ์ CEO. บริษัทจีอี ประเทศสหรัฐฯ

“แผนหนึ่งปี ไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลูกธัญพืช แผนสิบปีไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลูกต้นไม้ แผนตลอดชีวิตไม่มีอะไรดีไปกว่าการสร้างคน ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้หนึ่งครั้งคือธัญพืช ปลูกหนึ่งครั้งเก็บเกี่ยวได้สิบครั้งคือต้นไม้ผล สร้างหนึ่งครั้งได้ผลประโยชน์ร้อยครั้งคือคน”จากหนังสือ ก่วนจื่อ

“อุปสรรคคือสิ่งที่น่าตกใจ ก็ต่อเมื่อคุณไม่ได้มองที่จุดหมายปลายทาง เพราะการแสวงหา .. มิใช่เพราะรอคอย เพราะเชี่ยวชาญ … มิใช่เพราะรอโอกาส เพราะสามารถ … มิใช่เพราะโชคช่วย ดังนี้แล้ว ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะแห่งตน ” ขงเบ้ง นักปราชญ์ชาวจีน

“การที่เราเรียนรู้จากสิ่งที่เราไม่รู้ เราไม่เพียงทำดีในการทำลายโลกเก่า แต่ยังทำดีในการสร้างโลกใหม่ด้วย” เหมาเจ๋อตุง อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน

“ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” เติ้งเสี่ยวผิง อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน

“คนไม่ยอมใช้เหตุผลเป็นคนดังทุรัง คนไม่สามารถใช้เหตุผลเป็นคนโง่ และคนไม่กล้าใช้เหตุผลเป็นทาส” เซอร์ วิลเลี่ยม ดรัมมอนด์ ผู้ว่าการนิคมของอังกฤษ

——————————————————————————————–
คำคมของไอน์สไตน์
:ที่มา จากหนังสือ เรื่อง ไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เขียนโดยทันตแพทย์สม สุจิรา

-ทำไมทุกๆ คนชอบผม แต่ไม่มีใครเข้าใจผมเลย

-มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ คือ จักรวาลกับความโง่ของมนุษย์ แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยมั่นใจนักกับสิ่งแรก

-ความจริงเป็นเพียงภาพมายา เพียงแต่เป็นภาพมายาที่คงอยุ่นานหน่อยเท่านั้น

-ความคิดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรูปของถ้อยคำ ข้าพเจ้าไม่ค่อยคิดเป็นถ้อยคำ เมื่อเกิดความคิดแล้ว ข้าพเจ้าจึงพยายามอธิบายด้วยถ้อยคำในภายหลัง

-วิทยาศาสตร์ปราศจากศาสนาคือคนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์คือคนตาบอด

-ทำไมวิทยาศาสตร์ประยุกต์เหล่านี้ ซึ่งทำให้ชีวิตมีความสะดวกและทำงานง่ายขึ้น จึงไม่สามารถก่อให้เกิดความสุขที่แท้จริงแก่พวกเรา

-สิ่งที่มีค่าอย่างจริงแท้คือการหยั่งรู้

-เหตุผลแต่ประการเดียวสำหรับเวลาก็คือ เพื่อชี้บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกั น

-รสขม รสหวาน เป็นสิ่งสัมผัสได้จากภายนอก แต่ความยากลำบากนั้นมาจากภายใน

:ที่มา จากหนังสือ รวมคำคมของไอน์สไตน์ โดย R-Style

-มนุษย์คนหนึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมดที่เราเรียกว่า เอกภพ เป็นส่วนเสี้ยวที่ถูกจำกัดด้วยอวกาศและเวลา เขาได้รับประสบการณ์ด้วยตัวเขาเองเป็นความคิดและความรู้สึกที่กันออกจากส่วน ที่เหลือ นั่นก็คือ มายาคติเชิงการเห็นชนิดหนึ่งจากความรู้สึกนึกคิดของเขาเอง มายาคตินี้เป็นคุกชนิดหนึ่ง จำกัดเราให้อยู่แต่ความปรารถนา ความรักใคร่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวจำนวนน้อย ภาระของเราคือการปลดปล่อยตัวเราเองจากคุกชนิดนี้
โดยขยายขอบฟ้าของเมตตาจิตให้ครอบคลุมทุกสรรพชีวิต และธรรมชาติทั้งหมดในความงามของมัน

ด้่่านชีวิต

-บุคคลจะเริ่มมีชีวิตที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อเขาสามารถดำเนินชีวิตภายนอกตัวเขา

-แรงโน้มถ่วงไม่รับผิดชอบสำหรับคนที่ตกหลุมรัก (<— อันนี้โดน)

-บางครั้งคนเราก็ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ไร้ค่า

-ทัศนคติที่อ่อนด้อยนำไปสู่การดำเนินชีวิตที่อ่อนแอ

-ข้าพเจ้าไม่เคยคิดถึงอนาคต เพราะมันมาถึงด้วยความเร็วสูง

-มีสองวิธีในการใช้ชีวิต คือ ทางหนึ่งไม่มีอะไรมหัศจรรย์เลย กับอีกทาง คือ ทุกสิ่งล้วนมหัศจรรย์

-ตอนนี้ข้าพเจ้าก็เหมือนรถเก่าๆ ที่เสื่อมถอยลงคันหนึ่ง มีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติไปทุกซอกมุม แต่ชีวิตยังทรงคุณค่าตราบเท่าที่ข้าพเจ้ายังคงทำงานอยู่

ด้านความรู้ การศึกษา

-จงมองให้ลึกลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วเราจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น

-ข้าพเจ้าไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษอะไร ข้าพเจ้าเพียงแต่มีความกระหายใคร่รู้อยู่เสมอ ทุ่มเทให้กับสิ่งที่อยากรู้ พากเพียรอย่างทรหด และสำรวจวิจารณ์ความรู้ของตัวเองเป็นประจำ ปัจจัยเหล่านี้คือที่มาของแนวคิดต่างๆ ของข้าพเจ้า

-เมื่อแมลงคลานไปตามพื้นผิวโลก มันไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่าทางเดินของมันที่แท้จริงแล้วเป็นผิวโค้ง ข้าพเจ้าโชคดีที่ได้รู้

-ความสนุกในการค้นคว้าและทำความเข้าใจคือของขวัญอันยิ่งใหญ่จากธรรมชาติ

-มันขัดความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ของใครก็ตามที่จะนึกจินตนาการสิ่งที่กระทำแต่ไม่สามารถถูกกระทำ

-มีสองสิ่งที่บันดาลใจให้ข้าพเจ้าเกรงขาม คือ ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว และเอกภพของศีลธรรมภายใน

-ความอยากรู้อยากเห็นมีเหตุผลของมันเอง

-สุดยอดศิลปะของการสอน คือการปลุกให้สนุกในการสร้างสรรค์

-ข้าพเจ้าไม่เคยสอนลูกศิษย์ ข้าพเจ้าเพียงแต่สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้พวกเขาสามารถเรียนรู้ได้

-จงอย่าถือว่าการศึกษาคือหน้าที่ แต่เป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาอาณาจักรจิตวิญญาณภายในเพื่อเสรีภาพของเราเอง และเพื่อสังคมการทำงานที่เราจะเป็นส่วนหนึ่งในอนาคต

-การแสวงหาความจริงและความงามเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราสามารถเป็นเด็กได้ตลอดชีวิต

-อย่ารู้สึกกังวลเกี่ยวกับความยากของวิชาคณิตศาสตร์ จนถึงทุกวันนี้ข้าพเจ้ายืนยันได้ว่าคณิตศาสตร์ยังคงเป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับ ข้าพเจ้า

-ถ้ารู้ว่าสิ่งที่เรากำลังทำคืออะไร คงไม่เรียกว่างานวิจัย

-ความจริงแท้ของทฤษฎีอยู่ภายในจิตใจ ไม่ใช่อยู่กับสิ่งที่มองเห็น

-ความรู้ไม่ใช่ปัญญา

ด้านการเมือง การทำงาน

-สามัญสำนึก คือ ชุดสะสมของอคติที่ได้มาตอนอายุ ๑๘ ปี

-ผู้มีความรู้แต่โง่เขลา มักทำในสิ่งที่ใหญ่โตโอฬาร สลับซับซ้อน และรุนแรง ต้องใช้ปัญญาเยี่ยงอัจฉริยะ จึงจะเดินไปในทิศทางตรงข้ามได้

-จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่มักเผชิญการต่อต้านอย่างรุนแรงจาก จิตใจที่อ่อนด้อย

-ปัญหาที่แท้จริงอยู่ภายในจิตใจของมนุษย์ เป็นเรื่องง่ายที่จะแปรรูปพลูโตเนียม แต่เป็นเรื่องยากที่จะลบล้างปีศาจร้ายภายในจิตใจ

-ทุกสิ่งจะต้องทำอย่างเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ใช่แก้ไขให้ง่ายขึ้น

-ความไร้สาระ คือ การทำสิ่งเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าโดยหวังผลให้แตกต่างไปจากเดิม

-กฎสามประการของการทำงานได้แก่ ภายใต้ความสลับซับซ้อนมีความเรียบง่ายแฝงอยู่ ภายใต้ความขัดแย้งไม่สอดคล้อง มีความเป็นเอกภาพแฝงอยู่ และท่ามกลางปัญหา อุปสรรคความยากลำบาก มีโอกาสและช่องทางออกใหม่ๆ แฝงเร้นอยู่ด้วย

-สมการมีความสำคัญต่อข้าพเจ้ามากกว่า เพราะการเมืองเป็นเรื่องสำหรับปัจจุบัน แต่สมการจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์

-ข้าพเจ้าเตือนสติตัวเองวันละหลายร้อยครั้งว่า ชีวิตด้านในและด้านนอกของข้าพเจ้าอยู่บนการทุ่มเทให้ของคนอื่นๆ และข้าพเจ้าจะต้องตอบแทนให้มากพอๆ กับที่ข้าพเจ้าได้รับมา

-คุณค่าของมนุษย์อยู่กับสิ่งที่เขาให้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาเก่งกาจหรือสามารถครอบครอง

-มีเพียงชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้นที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต

-การปกครองด้วยลัทธิยกย่องบูชาวีรบุรุษ ความรุนแรงที่ไร้สติเหตุผล และทุกความเหลวไหลเบาปัญญาที่อยู่ในนามของความรักชาติ … ข้าพเจ้าจงใจเกลียดมันอย่างลึกซึ้ง





ซึ้ง กับ เศร้า ต่างกันยังไง มาดูคำตอบ

18 05 2008

อ่านจบแล้วค่อยตอบนะ ถ้าตั้งใจอ่านให้จบ คุณจะได้ความรู้สึกอีกแบบ
.
.
ชายหนุ่มวัย 18 คนหนึ่งกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง…
มะเร็งระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถเยียวยารักษาให้หายได้อีกแล้ว
และก็พร้อมจะจากไปในทุกขณะ

เขาใช้ชีวิตอยู่กับบ้านมาตลอด มีคุณแม่เป็นผู้ดูแล

แล้ววันหนึ่งเขาก็เกิดเบื่อหน่ายชีวิตประจำวันอันจำเจซ้ำซาก อยากจะออกไปนอกบ้านสักครั้ง

เมื่อรับรู้ความในใจของบุตรชายเช่นนั้นแล้ว ไหนเลยผู้เป็นมารดาจะไม่โอนอ่อนผ่อนตาม
เขาจึงมีโอกาสออกไปเดินเล่นละแวกบ้าน ผ่านร้านค้ามากมาย…จวบจนพบร้านขายซีดีแห่งหนึ่ง
เขาก็ต้องหยุดชะงัก

จ้องมองเข้าไปในร้านแห่งนั้น..ที่นั่นเขาได้เห็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันคนหนึ่ง

และในทันใดชายหนุ่มก็แจ่มชัดอย่างยิ่งว่าเธอคือรักแรกพบของเขาที่อุบัติขึ้น ณ.>บัดนั้น

เขาเดินเข้าไปข้างในร้าน ขณะสายตาจับจ้องอยู่แต่เธอ กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอโดยไม่รู้ตัว
”จะให้ฉันช่วยอะไรได้บ้างคะ” เธอเอ่ยถามพร้อมกับส่งยิ้ม

ช่างเป็นรอยยิ้มที่หวานที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัส มันทำให้เขาอยากเก็บรอยยิ้มนี้ไว้ให้นานเท่านาน
เขาตอบตะกุกตะกักออกไปว่า “เอ้อ ผมอยากได้ซีดีสักแผ่นครับ” จากนั้นก็ทำทีหันไปเลือกซีดีได้แผ่นหนึ่ง
ก่อนจะกลับมาอยู่เบื้องหน้าเธออีกครั้งเพื่อชำระเงิน

”คุณอยากให้ฉันห่อกระดาษด้วยมั้ยคะ”

เธอถามพร้อมส่งยิ้มหวานมาให้ด้วยอีกหน เขาพยักหน้า
เธอจึงหันหลังไปจัดการให้จนเสร็จเรียบร้อยแล้วยื่นให้ชายหนุ่ม

กลับมาถึงบ้านเขาจัดการเก็บแผ่นซีดีไว้ในตู้ เพราะไม่ได้สนใจบทเพลงในแผ่นซีดีแม้แต่น้อย
สิ่งที่เขาสนใจก็คือคนขายนั่นต่างหาก

หลังจากวันนั้นแล้ว ชายหนุ่มก็แวะเวียนไปที่นั่นเป็นประจำทุกวัน
ซื้อซีดีมาวันละแผ่นเสมอ พร้อมกับอนุญาตให้หญิงสาวห่อกระดาษทุกครั้ง
รวมทั้งเมื่อกลับมาบ้านก็เก็บมันไว้ในตู้เหมือนที่เคยปฏิบัติมา เขารู้สึกขวยเขินที่จะชวนเธอออกไปเที่ยวด้วยกัน
ทั้งๆที่เบื้องลึกนั้นปรารถนาเหลือเกิน แต่ก็…ไม่กล้าพอ

เมื่อคนเป็นแม่รับรู้ในเวลาต่อมาท่านก็คะยั้นคะยอให้ลูกชายทำตามใจปรารถนาของตน

รุ่งขึ้นเขาจึงรวบรวมความกล้าทั้งหมด ไปยังร้านนั้นอีกครั้ง
ซื้อซีดีหนึ่งแผ่นเหมือนวันก่อนๆ และระหว่างที่เธอหันหลังให้นั้น
เขาก็ตัดสินใจทิ้งเบอร์โทรศัพท์ของตนไว้บนโต๊ะก่อนวิ่งออกจากร้านไป

สองสามวันต่อมาคุณแม่ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์
จึงรับสายและพูดว่า “สวัสดีค่ะ” หญิงสาวในร้านขายซีดีนั่นเองที่เป็นผู้โทรมา
เมื่อสาวน้อยถามหาคนเป็นลูกชาย ผู้เป็นแม่ก็เริ่มร่ำไห้ แล้วบอกว่า

”หนูคงไม่รู้หรอกว่า…เขาเพิ่งจากไปเมื่อวานนี้เอง”

ถัดจากนั้นเสียงจากคนถามก็คล้ายจะถูกปลิด
คงเหลือแต่เพียงเสียงสะอื้นเบาๆของผู้เป็นแม่…

ในวันนั้นเอง ผู้เป็นแม่ก็เข้าไปในห้องของลูกชายเพื่อหวนระลึกถึงเขาอีกครั้ง…
เริ่มด้วยการสัมผัสเสื้อผ้าที่เขาเคยสวมใส่

และทันทีที่เปิดประตูตู้ ก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพบซีดีที่ยังห่อกระดาษไว้
กองอยู่เต็มไปหมด คุณแม่เลือกหยิบมาแผ่นหนึ่ง นั่งลงบนเตียงและเริ่มแกะออกดู

ทันใดนั้นก็มีกระดาษเล็กๆแผ่นหนึ่งหล่นลงมา…

คุณแม่หยิบมันขึ้นมาอ่าน

”สวัสดีค่ะ คุณดูน่ารักจังเลย อยากออกไปเที่ยวกับฉันบ้างรึเปล่า”

กระทั่งเธอแกะซีดีแผ่นถัดๆมา ก็ยังพบกระดาษแผ่นเล็กๆ

มีข้อความเช่นเดิม……
.
.
.
.
.
.
มันซึ้ง หรือว่ามันเศร้า????????





พร 4 ข้อ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

17 05 2008

null

การบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4
ข้อ ดังนี้

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง “กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก”
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส “จิตประภัสสร” ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี”แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข”

2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
“แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน”
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น “ไฟสุมขอน” (ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี “แผ่เมตตา” หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป

3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ “ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น”
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ “อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน”
“อยู่กับปัจจุบันให้เป็น” ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี “สติ” กำกับตลอดเวลา

4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
“ตัณหา” ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ “ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม”
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า “เิกิดมาทำไม” “คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน “ตามหา “แก่น” ของชีวิตให้เจอ

” คำว่า “พอดี” คือ ถ้า “พอ” แล้วจะ “ดี” รู้จัก “พอ” จะมีชีวิตอย่างมีความสุข”





Kimi wa inai ka – X Japan

17 05 2008

Kimi wa inai ka – X Japan

aozora to oka wo koetara ima mo kimi no ie ga mieru
เดินข้ามผ่านท้องฟ้าสีครามกับเนินเขา ตอนนี้ก็ยังคงมองเห็นบ้านของเธอ

sogen no naka hashaideru mujaki na goro no
omoi kiri ikiru kimi wa inai ka
เธอ…คนที่ไร้เดียงสาเมื่อสมัยที่วิ่งอย่างร่าเริงอยู่กลางทุ่งหญ้าตอนนี้ไม่อยู่แล้วหรือ

Oh~ nigiri shimete wa hanasazu ni ita
taisatsu na kimi wa inai ka
Oh~ เธอ…คนที่แสนจะมีค่าที่เคยเกาะกุมมือกันไว้ ตอนนี้ไม่อยู่แล้วหรือ

donna toki ni demo sabishii to keshite ienakatta
ima demo sonna kimi wa inai ka
เธอ…คนที่ไม่เคยเราทำให้เหงา ไม่ว่าในเวลาใด ไม่อยู่แล้วหรือ

Oh~ keshite kotoba ni dekinai kurai
Oh~ จะสามารถเอ่ยคำพูดใดๆได้

taisetsuna nanika ga atte
สิ่งมีค่าใดๆ ที่คงอยู่

keshite sore o hanasazu ni inochi kezutte made mo
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ จะไม่ปล่อยให้หายไป

ima demo dareka o mamotte inai ka
แม้ในตอนนี้ก็ไม่อาจปกป้องใครได้เลยหรือ

yume wo tsukamu jinsei yori daiji to tomo ni ikitai
อยากอยู่ด้วยกัน ณ ที่แห่งนี้ มากกว่าใช้ชีวิตไปเพื่อตามหาความฝัน

kaze no naka kayaiteiru kimi wo miteitai
ท่ามกลางสายลมที่สดใส อยากพบเธอเหลือเกิน…

shojiki na michi wo aruiteitai
ปรารถนาจะเดินไปด้วยกันบนถนนแห่งความเป็นจริง

Oh~ kaeranai seishun ni mo kuinai you ni jibun no koto suteteinai ka
Oh~ เพื่อจะได้ไม่เสียใจวัยเยาว์ที่ไม่เคยหวนมา จะไม่ละทิ้งเรื่องราวของตัวเองไปไช่ไหม

bakamitai ni massugu ni tobikondeitta
ano koto no mama no kimi wa inai ka
อยากย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงเวลานั้น เธอไม่อยู่แล้วหรือ…

Oh~ kimi wa inai ka
Oh~ เธอไม่อยู่แล้วหรือ…

sonna sonna sonna kimi ga
คนคนนั้น เธอคนนั้น…

Fu~ Fu~
kizutsuitemo mada shinjiteiru kimi wa inai ka
เธอ…คนที่แม้เจ็บปวดเพียงใดก็ยังเข้มแข็ง ไม่อยู่แล้วหรือ…

Fu~ Fu~
kizutsuitemo mada aishiteiru kimi wa inai ka
เธอ…คนที่ที่แม้เจ็บปวดเพียงใดก็ยังรัก ไม่อยู่แล้วหรือ…

Fu~ kimi wa inai ka
ไม่มีเธออยู่แล้วหรือ…

มีลิ้งมาให้โหลด ใครอยากฟังโหลดเอาเด้อ ….

http://www.uploadtoday.com/download/?89678a6726f135c12eeb6e4e5af6c800





คำคม วาทะเจ้าสัวเมืองไทย

6 05 2008

เมื่อคุณจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม

หากคุณชอบและรัก และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมัน

คุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

แต่คุณต้องลงมือศึกษาอย่างเป็นจริงเป็นจังด้วย

“ชัยยุทธ กรรณสูต”

—————————————————–

อย่าลืมว่า

ในการประกอบธุรกิจ เก่งอย่างเดียวไม่ได้
ต้องเฮงด้วย

และเก่งกับเฮงก็ใช้ไม่ได้แล้วในสมัยนี้

ต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย

และเรื่องนี้ผมก็สอนลูกๆ ผมอยู่เสมอ

“อุเทน เตชะไพบูลย์”

—————————————————–

ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ

คือ ในโลกนี้ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล

วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ

เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า “ตนเองเก่ง”

จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว

ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว

“ธนินท์ เจียรวนนท์”

—————————————————–

ผมพร้อมที่จะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า

แต่ถ้าวันใดที่เขื่อนนั้นเปราะบาง

และโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง

ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก

โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น

แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม

“เจริญ สิริวัฒนภักดี”

—————————————————–

ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ

แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ อีกอย่างหนึ่ง

แบงค์กรุงเทพฯ เคยถูกกระทบตลอดเวลา และไม่เคยท้อถอย

“ชาตรี โสภณพานิช”

—————————————————–

เจี้ย ยู่ เล้ง โจ้ว ซื่อ ยู่ โฮ้

แปลเป็นไทยได้ความว่า

กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือ

และก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น ลูกๆ ทุกคนก็ปฏิบัติอย่างนี้

“บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา”

—————————————————–

ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ

คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ

อย่างเป็นจริงเป็นจัง

แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาด

ก็ย่อมมีสูงมากเช่นกัน

“อนันต์ กาญจนพาสน์”

—————————————————–

จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา

เพราะผมคิดว่า ปกติผู้บริหารทั่วไป

มักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา

มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา

แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา

ผมบอกลูกน้องผมว่า

เราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา

“พรเทพ พรประภา”

—————————————————–

ในเรื่องของการพิจารณาความดีความชอบ

ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่า

ลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้ว

ลูกค้าพอใจแค่ไหนอย่างไร

ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียว

เพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้อง

อาจเกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้

“ประกิต อภิสารธนรักษ์”

—————————————————–

ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า

มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด

ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด

เพราะคนที่ดีที่สุด และเลวที่สุด

ได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว

คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง

ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว

“ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ”

—————————————————–

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม

คุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ

และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆ

ให้มันรู้ไปเลยว่า เราทำไม่ไหวแล้ว

“ชวน ตั้งมติธรรม”

—————————————————–

มีหลักในการบริหารงาน ไม่กี่ประการ

1. ต้องลับคมอยู่เสมอ

2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำอะไรต้องทำทันที และ

3. ต้องรักษาคำพูด

“คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย”

—————————————————–

เวลามีปัญหาในองค์กร ปัญหาชีวิตและสุขภาพ

จะมีทางแก้ไขให้คลี่คลายหลายรูปแบบ

แต่ที่สำคัญต้องมีสติ และมีความรักเป็นพื้นฐานสำคัญ

จากนั้นจึงค่อยใช้ปัญญา เพราะปัญญาช่วยให้มองเห็นหนทาง

ของการแก้ปัญหาอย่างชัดเจนที่สุด

“ชูเกียรติ อุทกะพันธ์”

—————————————————–

1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น

2. จริงใจกับทุกคน

3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ

4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน

5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา

6. จงกุมชะตาด้วยตนเอง มิฉะนั้นผู้อื่นจะมาคุมแทน

“ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์”

—————————————————–

ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง หรือนายจ้าง

ควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ

การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้

นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น

ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง

“โพธิพงษ์ ล่ำซำ”

—————————————————–

ที่ชอบเป็นพิเศษ คือ คำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า

รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันที

และเข้าใจว่า คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร

มันอยากเป็นแบบนั้น

ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก

แต่ที่ได้รับคำแนะนำ

ว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจง

เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้ก่อน

เป็นอันดับแรก

“อมรเทพ ดีโรจน์วงศ์”





โดราเอม่อน ตอนจบ

6 05 2008

null

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด

ความเป็นมาของ โดราเอม่อน ตอนจบ

พล็อตเรื่อง โดราเอม่อนตอนจบนั้น ตามที่ได้ทราบกันดีนั้น คือมีที่มาจากฟิกชั่น
ที่ถูกเผยแพร่ผ่านทางอินเทอร์เน็ต ทั้งในรูปแบบ แฟนฟิคชั่น ข่าวลือ หรือ เมล์ลูกโซ่
โดย พล็อตนั้นก็มีหลายหลาย ส่วนมากที่พบจะเกี่ยวกับ ความตาย, ความฝัน, อุบัติเหตุ
ซึ่งที่พบเห็นบ่อย ก็จะมีอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ

- โนบิตะ เป็นคนสร้างโดราเอม่อน
- โนบิตะ ป่วยเป็นโรคร้ายแรง
- เรื่องทั้งหมดของโดราเอม่อน เป็นเรื่องที่โนบิตะฝันไปเอง

ซึ่งที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน คือพล็อตแรก (โนบิตะเป็นคนสร้างโดราเอม่อน) และพล็อตที่สอง
(โนบิตะป่วยเป็นโรคร้ายแรง+ฝันเรื่องโดราเอม่อนไปเอง) แต่อย่างไรก็ดี โดราเอม่อนตอนจบทุกแบบนั้น
ล้วนแต่เป็นเพียงเสียงเล่าอ้าง และไม่มีหลักฐานใดๆอย่างชัดเจน จึงเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น

ส่วนในต้นฉบับของจริงแล้วนั้น โดราเอม่อนนั้นเคยจบไปแล้วหนึ่งครั้ง โดยเป็นตอนสุดท้ายของรวมเล่ม
ที่ 6 ชื่อตอนว่า ‘ลาก่อนโดราเอม่อน’ แต่สุดท้ายแล้ว เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งแฟนๆ และ
อ.ฟุจิโกะผู้เขียนโดราเอม่อนก็จึงได้กลับมาใหม่อีกครั้ง ในตอนแรก ของรวมเล่มที่ 7 และเขียน
ต่อเนื่องเรื่อยมาตลอด จวบจน อ.ฟุจิโกะ เสียชีวิตลงเมื่อ 26 กันยายน 2539 ดังนั้นจึงถือว่า
เรื่องโดราเอม่อนไม่มีตอนจบอย่างเป็นทางการ

=ภาพจาก โดราเอม่อนฉบับรวมเล่ม ที่ 6 ชื่อตอนว่า ลาก่อนโดราเอม่อน (ลิขสิทธิ์ NED)=

ที่มาของโดจินชิ โดราเอม่อน ตอนจบ

การ์ตูนชุดนี้เป็นงานโดจินชิ (การ์ตูนทำมือ) ที่วาดโดย อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ (Tajima Yasue) ในชื่อกลุ่ม
ว่า GA-FAKE COTERIE
โดยใช้โครงเรื่องจากฟิกชั่นเกี่ยวกับตอนจบของโดราเอม่อน ที่แพร่กระจายตามเมล์ลูกโซ่
(หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า Forward Mail) ซึ่งเริ่มวางขายครั้งแรกในงาน Comic Market ฤดูร้อน
ครั้งที่ 68 ช่วงวันที่ 12-13 สิงหาคม 2548

และหลังจากนั้น ในงาน Comic Market ครั้งต่อมา (C69) ฤดูหนาว ช่วงวันที่ 29-30 ธันวาคม 2548
ผลงานชิ้นนี้ก็ได้รับความสนใจจากแฟนๆโดราเอม่อน จนเริ่มมีการเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นที่กว้างขวาง
และปัจจุบันก็ยังมีผู้ให้ความสนใจ จนหนังสือขาดตลาด และต้องพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง

ข้อมูลอ้างอิง : เว็บเมล่อนบุ๊ค – สั่งซื้อโดจินชิ โดราเอม่อน ตอนจบ

ขอได้รับความขอบคุณ

- อ.ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้สร้างสรรค์งานโดราเอม่อน
- อ.ทะจิม่า ยาสุเอะ ผู้เขียนโดจินชิ โดราเอม่อน ตอนจบ
- คุณ chaos จาก PK บอร์ด ผู้แจกไฟล์ดิจิตอลนี้
- แฟนๆโดราเอม่อน และทุกท่านๆที่ติดตามกระทู้นี้

หมายเหตุ
กราบขอความร่วมมือ และขอความกรุณา
ท่านที่ต้องการนำการ์ตูนชุดนี้ไปการ์ตูนชุดนี้เผยแพร่ต่อ
อย่างน้อย ขอฝากช่วย คัดลอกข้อความในกระทู้นี้ จาก

- ความคิดเห็นที่ 1 ‘ความเป็นมาของ โดราเอม่อน ตอนจบ’
- ความคิดเห็นที่ 2 ‘ที่มาของโดจินชิ โดราเอม่อน’

ไปด้วยนะครับ…

เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ อ.ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ผู้ให้กำเนิดและเขียนเรื่องโดราเอม่อน
และ อ.ยาสุเอะ ผู้เขียนโดจินชิ โดราเอม่อนตอนจบ

…ขอขอบคุณแฟนๆโดราเอม่อนทุกท่านอีกครั้งด้วยใจจริง
ที่ให้ความร่วมมือ และให้ความสนใจงานแปลโดจินชิชุดนี้ครับ

ขอบคุณมากครับ